ท่ายืดสะโพกหมุนออกที่มีประโยชน์ที่สุดคือท่านอน Figure Four: นอนหงาย ไขว้ข้อเท้าข้างหนึ่งไว้บนเข่าฝั่งตรงข้าม แล้วดึงต้นขาด้านล่างเข้าหาหน้าอก ท่า Figure Four แบบนั่ง ท่าพิเจียน ท่าดับเบิลพิเจียน และท่า 90/90 ก็ช่วยยืดกล้ามเนื้อชั้นลึกได้ดี ค้างไว้ท่าละ 30 ถึง 60 วินาทีต่อข้าง
ลึกลงไปด้านหลังของสะโพกแต่ละข้าง ใต้กล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่ มีกลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่หมุนต้นขาออกด้านนอก กล้ามเนื้อกลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มกล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอก (Hip external rotators) คุณต้องใช้งานกล้ามเนื้อเหล่านี้ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เลี้ยวตัว หรือก้าวลงจากรถ และมักจะรู้สึกตึงได้ง่ายหลังจากนั่งทำงาน วิ่ง หรือปั่นจักรยานติดต่อกันเป็นเวลานาน
เวลาที่คนค้นหาวิธียืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอก ส่วนใหญ่ก็เพื่อยืดกล้ามเนื้อมัดเหล่านี้ นั่นคือกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส (Piriformis) และกล้ามเนื้อมัดรอบๆ คู่มือนี้จะแนะนำวิธีทำให้คุณเข้าใจง่ายๆ โดยมีขั้นตอนการยืดกล้ามเนื้อ 7 ท่าอย่างละเอียด ระยะเวลาที่ควรค้างไว้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้ยืดไม่ค่อยได้ผล พร้อมโปรแกรมสั้นๆ ที่คุณนำไปทำตามได้ทันที

กล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอก
กล้ามเนื้อมัดเล็ก 6 มัดที่มักเรียกกันว่า “Deep Six” ทอดตัวจากกระดูกเชิงกรานและกระดูกกระเบนเหน็บไปยังส่วนบนของกระดูกต้นขา:
- Piriformis: กล้ามเนื้อที่คนรู้จักมากที่สุด ทอดตัวจากกระดูกกระเบนเหน็บไปยังส่วนบนของกระดูกต้นขา
- Superior และ inferior gemellus: กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2 มัดที่ประกบอยู่ด้านบนและด้านล่างของกล้ามเนื้อ Obturator internus
- Obturator internus และ obturator externus: กล้ามเนื้อชั้นลึกที่เริ่มจากบริเวณรอบๆ ช่องเปิดของกระดูกเชิงกราน
- Quadratus femoris: กล้ามเนื้อแบนสั้นที่อยู่ล่างสุดของกลุ่มนี้
กล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่อย่าง Gluteus maximus, ส่วนหลังของ Gluteus medius และกล้ามเนื้อ Sartorius ก็มีส่วนช่วยในการหมุนสะโพกออกด้านนอกเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ท่ายืดส่วนใหญ่ด้านล่างจึงช่วยยืดกล้ามเนื้อก้นไปพร้อมกันด้วย
ทำไมท่าทางการยืดจึงสำคัญ
กล้ามเนื้อหมุนสะโพกแต่ละมัดไม่ได้ถูกยืดในลักษณะเดียวกันในทุกท่า งานวิจัยในร่างอาจารย์ใหญ่ได้วัดระยะการยืดตัวของกล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอกมัดสั้นใน 4 ท่ายืดมาตรฐาน พบว่าทั้งสี่ท่าช่วยยืดกล้ามเนื้อได้จริง โดย Piriformis และ Superior gemellus จะยืดตัวได้มากที่สุดเมื่อพับข้อสะโพกทำมุม 90 องศาแล้วดึงข้ามลำตัวไปฝั่งตรงข้าม ส่วน Obturator internus และ Inferior gemellus จะยืดตัวได้มากที่สุดเมื่อเหยียดสะโพกตรงแล้วหมุนขาเข้าด้านใน ขณะที่การหมุนสะโพกออกด้านนอกโดยพับสะโพกและงอเข่า 90 องศา มีประสิทธิภาพสูงเป็นอันดับสาม1
ในทางปฏิบัติ หมายความว่าไม่มีท่ายืดท่าไหนที่สมบูรณ์แบบเพียงท่าเดียว การผสมผสานท่า Figure Four, ท่า Pigeon และท่าดึงข้ามลำตัวเข้าด้วยกัน จะช่วยยืดกล้ามเนื้อได้ครบทั้งกลุ่มได้ดีกว่าการทำท่าใดท่าหนึ่งเพียงท่าเดียว
สัญญาณที่บอกว่ากล้ามเนื้อหมุนสะโพกของคุณตึง
- หัวเข่าข้างหนึ่งลอยสูงกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัดเวลานั่งขัดสมาธิหรือนั่งท่าผีเสื้อ
- รู้สึกตึงลึกๆ บริเวณแก้มก้นเมื่อยกข้อเท้าข้างหนึ่งขึ้นมาพาดบนเข่าอีกข้าง
- ปลายเท้าแบะออกด้านนอกอย่างเห็นได้ชัดเวลายืนหรือเดิน
- รู้สึกตึงขัดที่ด้านหลังสะโพกหลังจากนั่งทำงาน ขับรถ หรือไปวิ่งระยะไกลมา
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าร่างกายของคุณมีอะไรผิดปกติร้ายแรง เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าจุดนี้คือจุดที่คุณควรเน้นดูแลเป็นพิเศษ
7 ท่ายืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอก
เริ่มต้นด้วยสองท่าแรกหากคุณเพิ่งเริ่มฝึกยืดเหยียดหรือมีอาการตึงเข่า แล้วค่อยขยับไปฝึกท่า Pigeon และ Double Pigeon เมื่อรู้สึกว่าทำท่า Figure Four ได้สบายแล้ว
1. ท่า Lying Figure Four (เลข 4 นอนหงาย)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: Piriformis, กล้ามเนื้อหมุนสะโพกชั้นลึก, กล้ามเนื้อก้น
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยที่สุด เพราะพื้นช่วยรองรับหลังของคุณไว้เต็มที่ และคุณสามารถใช้มือปรับระดับความลึกในการยืดได้เอง
วิธีทำ:
- นอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางฝ่าเท้าราบกับพื้น
- ยกข้อเท้าขวาขึ้นมาพาดเหนือเข่าซ้าย
- ยกเท้าซ้ายลอยขึ้นจากพื้น
- สอดมือทั้งสองข้างไปประสานกันจับที่ด้านหลังต้นขาซ้าย แล้วค่อยๆ ดึงเข้าหาหน้าอกเบาๆ
- ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาที แล้วสลับข้าง
ข้อแนะนำ: กระดกปลายเท้าขวา (ดึงนิ้วเท้าเข้าหาหน้าแข้ง) เพื่อช่วยเซฟข้อเข่า ผ่อนคลายศีรษะและหัวไหล่ให้แตะสบายๆ บนพื้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ยกกระดูกก้นกบขึ้นจากพื้นเพื่อพยายามดึงขาให้เข้ามาชิดตัวมากขึ้น พยายามกดเชิงกรานให้ติดพื้นไว้เสมอ
ปรับให้ง่ายขึ้น: วางเท้าล่างไว้บนพื้น แล้วใช้มือดันเข่าข้างที่พาดออกไปข้างหน้าเบาๆ ปรับให้ท้าทายขึ้น: ดึงต้นขาข้างล่างเข้าหาหน้าอกให้ลึกขึ้น หรือใช้สายรัด (Strap) คล้องช่วยดึงหากเอื้อมมือไม่ถึง
2. ท่า Seated Figure Four (เลข 4 นั่งเก้าอี้)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: Piriformis, กล้ามเนื้อก้น, สะโพกด้านนอก
เป็นการยืดแบบเดียวกับท่านอน แต่เปลี่ยนมาทำบนเก้าอี้ เหมาะมากสำหรับทำระหว่างนั่งทำงาน ที่ออฟฟิศ หรือช่วงเวลาที่ไม่สะดวกนอนลงกับพื้น
วิธีทำ:
- นั่งบริเวณขอบหน้าของเก้าอี้ วางฝ่าเท้าทั้งสองข้างราบกับพื้น
- ยกข้อเท้าขวาขึ้นมาพาดไว้บนเข่าซ้าย
- ยืดตัวขึ้น หลังตรง จากนั้นพับตัวไปข้างหน้าจากข้อพับสะโพกโดยรักษาแนวกระดูกสันหลังให้ยาวตรง
- หยุดเมื่อรู้สึกตึงที่แก้มก้นข้างขวา
- ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาที แล้วสลับข้าง
ข้อแนะนำ: เปิดหน้าอกแล้วนำทางด้วยหน้าอก ไม่ใช่ก้มหัวลง การโน้มตัวไปข้างหน้าต้องเริ่มจากข้อพับสะโพก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: โก่งหลัง แม้จะรู้สึกเหมือนได้ยืด แต่แรงดึงจะไปตกที่กระดูกสันหลังแทนที่จะเป็นข้อสะโพก
ปรับให้ง่ายขึ้น: นั่งตัวตรงแล้วใช้มือกดเข่าข้างที่พาดลงเบาๆ ปรับให้ท้าทายขึ้น: โน้มตัวไปข้างหน้าให้มากขึ้นจนหน้าอกเข้าใกล้หน้าแข้ง

3. ท่าพิราบ (Pigeon Pose)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: กล้ามเนื้อหมุนสะโพกชั้นลึกและกล้ามเนื้อก้นของขาข้างหน้า, กล้ามเนื้องอสะโพก (Hip flexors) ของขาข้างหลัง
ท่า Pigeon ผสานการหมุนสะโพกออกด้านนอกเข้ากับน้ำหนักตัว จึงให้แรงยืดที่ลึกและเข้มข้นกว่าท่า Figure Four คู่มือท่า Pigeon Pose ของเรามีอธิบายรายละเอียดทั้งหมดไว้แล้ว ส่วนนี่คือหัวใจสำคัญในการทำ
วิธีทำ:
- เริ่มต้นในท่าคลาน (ฝ่ามือและเข่าวางบนพื้น)
- ดึงเข่าขวามาข้างหน้า วางไว้หลังข้อมือขวา
- ปัดหน้าแข้งขวาเฉียงเข้าหาข้อสะโพกซ้าย
- เลื่อนขาซ้ายเหยียดตรงไปด้านหลัง
- คว่ำสะโพกทั้งสองข้างให้ขนานกับพื้น แล้วค่อยๆ ลดหน้าอกลงมาวางบนแขนท่อนล่างหรือฝ่ามือ
- ค้างไว้ข้างละ 45 ถึง 90 วินาที
ข้อแนะนำ: กระดกปลายเท้าหน้าไว้เสมอ หากสะโพกขวาลอยหรือไม่แตะพื้น ให้หาหมอนหรือบล็อกโยคะมารองไว้ใต้ก้นขวา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ทิ้งน้ำหนักตัวเอียงไปด้านข้างของขาหน้า พยายามรักษาจุดศูนย์ถ่วงให้อยู่ตรงกลางเพื่อให้ระดับสะโพกขนานเท่ากัน
ปรับให้ง่ายขึ้น: ดึงส้นเท้าหน้าเข้ามาใกล้ขาหนีบมากขึ้น หรือกลับไปทำท่า Figure Four แทน ปรับให้ท้าทายขึ้น: ขยับหน้าแข้งด้านหน้าให้ขนานกับขอบหน้าของเสื่อมากขึ้น
4. ท่า Double Pigeon (Fire Log)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: กล้ามเนื้อหมุนสะโพกชั้นลึก, กล้ามเนื้อก้น, สะโพกด้านนอกของขาทั้งสองข้าง
ท่า Double Pigeon จะวางหน้าแข้งซ้อนกันพอดี เป็นหนึ่งในท่ายืดสะโพกออกด้านนอกที่ลึกและเข้มข้นที่สุดท่าหนึ่ง จึงควรค่อยๆ ฝึกทำอย่างช้าๆ
วิธีทำ:
- นั่งตัวตรง เหยียดขาทั้งสองข้างไปข้างหน้า
- งอเข่าซ้าย วางหน้าแข้งลงบนพื้นข้างหน้า ให้ขนานกับขอบหน้าของเสื่อ
- งอเข่าขวาแล้วยกหน้าแข้งขวาขึ้นมาวางซ้อนทับด้านบน โดยให้ข้อเท้าขวาอยู่ตรงกับเข่าซ้ายพอดี
- กระดกปลายเท้าทั้งสองข้าง
- นั่งหลังตรง หรือค่อยๆ พับตัวไปข้างหน้าโดยรักษาหลังให้ยาวตรง
- ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาที แล้วสลับขาข้างที่ซ้อนด้านบน
ข้อแนะนำ: หากเข่าข้างบนลอยค้างอยู่สูง ให้หาหมอนมารองไว้ใต้เข่า เพื่อให้กล้ามเนื้อขาผ่อนคลายลงได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ใช้มือกดเข่าข้างบนลงไปอย่างรุนแรง แรงกดนั้นจะพุ่งตรงไปที่ข้อเข่า ไม่ได้ลงที่สะโพก
ปรับให้ง่ายขึ้น: นั่งขัดสมาธิโดยวางหน้าแข้งข้างหนึ่งไว้ข้างหน้าอีกข้างแทนที่จะวางซ้อนทับกัน ปรับให้ท้าทายขึ้น: ค่อยๆ เดินมือไปข้างหน้าแล้วลดหน้าอกลงเข้าหาหน้าแข้ง

5. ท่า 90/90 (The 90/90 Position)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: การหมุนสะโพกออกด้านนอกสำหรับขาหน้า และการหมุนสะโพกเข้าด้านในสำหรับขาหลัง
ในท่า 90/90 เข่าทั้งสองข้างจะงอเป็นมุมฉาก ขาข้างหนึ่งอยู่ด้านหน้าและอีกข้างอยู่ด้านข้าง สะโพกด้านหน้าจะอยู่ในท่าหมุนออกด้านนอก ดังนั้นการพับตัวไปข้างหน้าเหนือหน้าแข้งด้านหน้าจะช่วยยืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพก ขณะเดียวกันสะโพกด้านหลังจะได้ฝึกการหมุนเข้าด้านในไปพร้อมกัน
วิธีทำ (ฉบับย่อ):
- นั่งงอเข่าทั้งสองข้างทำมุม 90 องศา หน้าแข้งด้านหน้าวางขวางลำตัว หน้าแข้งด้านหลังชี้ออกไปทางด้านข้าง
- นั่งตัวตรง หมุนหน้าอกให้หันตรงไปทางหน้าแข้งด้านหน้า
- พับตัวไปข้างหน้าเหนือหน้าแข้งด้านหน้าโดยรักษาหลังให้ตรง
- ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาที แล้วสลับข้าง
ท่า 90/90 มีรูปแบบการฝึกย่อยอีกมากมาย ทั้งการสลับสะโพกไปมา (Hip switch) และแบบเอนตัว หากต้องการดูรายละเอียดทั้งหมด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือท่ายืดสะโพก 90/90 หรือฝึกตาม โปรแกรมเปิดสะโพก 90-90 Flow
6. ท่าผีเสื้อ (Butterfly)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: กล้ามเนื้อต้นขาด้านในและกล้ามเนื้อหมุนสะโพก
ท่าผีเสื้อจะจัดให้สะโพกทั้งสองข้างหมุนออกด้านนอกพร้อมกับเปิดเข่าแยกออกจากกัน แม้จะเน้นยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านในมากกว่ากล้ามเนื้อหมุนสะโพกชั้นลึก แต่ก็เป็นท่าที่ใช้วัดความคล่องตัวในการเปิดสะโพกออกด้านนอกได้ดีมาก
วิธีทำ:
- นั่งหลังตรง ประกบฝ่าเท้าทั้งสองข้างเข้าหากัน
- ใช้มือจับที่ปลายเท้าหรือข้อเท้า ปล่อยให้หัวเข่าทิ้งตัวลงด้านข้างตามธรรมชาติ
- วางข้อศอกลงบนต้นขาด้านใน แล้วกดลงเบาๆ
- ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาที
ข้อแนะนำ: หากรู้สึกว่าหลังส่วนล่างโก่งงอ ให้นั่งบนผ้าขนหนูพับหนาๆ เพื่อช่วยยกสะโพกขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ขยับเข่ากระพือขึ้นๆ ลงๆ พยายามปล่อยให้เข่าค่อยๆ คลายตัวลงสู่พื้นนิ่งๆ
ปรับให้ง่ายขึ้น: เลื่อนฝ่าเท้าออกไปให้ห่างจากลำตัวมากขึ้น ปรับให้ท้าทายขึ้น: ดึงส้นเท้าเข้ามาใกล้ลำตัวมากขึ้นแล้วพับตัวไปข้างหน้าจากข้อพับสะโพก
7. ท่ายืนเปิดสะโพกแบบแอคทีฟ (Standing Hip Opener)
กล้ามเนื้อเป้าหมาย: กล้ามเนื้อหมุนสะโพกและกล้ามเนื้อก้น พร้อมฝึกการทรงตัว
ท่าที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นการยืดแบบพาสซีฟ (Passive) แต่ท่านี้จะบังคับให้คุณใช้กล้ามเนื้อของตัวเองหมุนสะโพกออกด้านนอก ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมและนำระยะการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นไปใช้งานได้จริง
วิธีทำ:
- ยืนตัวตรง แยกเท้ากว้างเท่าช่วงสะโพก ยืนใกล้ผนังหากต้องการที่เกาะพยุงตัว
- ยกเท้าขวาขึ้นมา ใช้มือซ้ายจับเท้าไว้ข้างหน้าลำตัว
- ปล่อยให้เข่าขวาเปิดออกด้านนอก โดยให้ฝ่าเท้าหงายขึ้นด้านบน
- วางเท้าลงแล้วสลับทำอีกข้าง
- ทำข้างละ 8 ถึง 10 ครั้ง
ข้อแนะนำ: ยืดลำตัวให้ตั้งตรง และงอเข่าข้างที่ใช้ยืนรับน้ำหนักเล็กน้อย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ก้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเอื้อมจับเท้า พยายามยกเท้าขึ้นมาหามือแทน
ปรับให้ง่ายขึ้น: ยกเฉพาะหัวเข่าขึ้นแล้วหมุนเปิดออกด้านนอกโดยไม่ต้องใช้มือจับเท้า ปรับให้ท้าทายขึ้น: ค้างไว้ข้างละ 3 วินาทีในแต่ละครั้ง
ควรค้างไว้นานแค่ไหนและทำบ่อยเท่าใด
- ระยะเวลาในการค้าง: 30 ถึง 60 วินาทีต่อข้างสำหรับท่าส่วนใหญ่ และ 45 ถึง 90 วินาทีสำหรับท่า Pigeon
- จำนวนเซต: 1 ถึง 2 รอบต่อข้าง
- ความถี่: ทำได้ทุกวันอย่างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ หรือทำ 3 ถึง 5 วันต่อสัปดาห์ก็เห็นผลดีเช่นกัน
- ระดับความตึง: รู้สึกตึงระดับปานกลางจนคุณยังหายใจเข้าออกได้สบายๆ ต้องไม่รู้สึกเจ็บแปลบเด็ดขาด
การยืดเหยียดช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวได้ทันทีหลังทำ แต่งานวิจัยเชิงทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่าผลลัพธ์ระยะสั้นนี้มักจะคงอยู่ไม่เกิน 30 นาที2 การเปลี่ยนแปลงที่ถาวรจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันหลายสัปดาห์ หากคุณมีเวลาจำกัด การสละเวลาแค่วันละ 2 นาทีทุกวัน ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยืดนานๆ เพียงสัปดาห์ละครั้งแน่นอน
โปรแกรมยืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพก 6 นาที
- ท่ายืนเปิดสะโพกแบบแอคทีฟ: ข้างละ 8 ครั้ง (วอร์มอัป)
- ท่าเลข 4 นอนหงาย (Lying figure four): ข้างละ 45 วินาที
- ท่าเลข 4 นั่งเก้าอี้ (Seated figure four) หรือท่า 90/90: ข้างละ 45 วินาที
- ท่าพิราบ (Pigeon pose): ข้างละ 60 วินาที
- ท่าผีเสื้อ (Butterfly): 45 วินาที
หากคุณชอบการฝึกแบบมีตัวจับเวลานำทาง โปรแกรม Hip Opening Rotators ใช้ท่าหมุนข้อสะโพก, 90/90, Pigeon และ Figure Four จบครบใน 6 นาที
อย่าลืมการหมุนสะโพกเข้าด้านในและการเสริมสร้างความแข็งแรง
การหมุนสะโพกออกด้านนอกเป็นเพียงครึ่งเดียวของการทำงานของข้อสะโพก หลายคนที่มีปัญหากล้ามเนื้อหมุนสะโพกตึง มักจะมีข้อจำกัดในการหมุนสะโพกเข้าด้านใน (Internal rotation) หรือการบิดต้นขาเข้าด้านในด้วยเช่นกัน งานวิจัยเชิงทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่า ในบรรดาการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกทั้งหมด การหมุนสะโพกเข้าด้านในที่ลดลงเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกับอาการปวดหลังส่วนล่างแบบไม่เฉพาะเจาะจงบ่อยที่สุด แม้ว่าคุณภาพของหลักฐานจะอยู่ในระดับต่ำมากก็ตาม3 ท่า 90/90 มีประโยชน์มากในจุดนี้ เพราะขาข้างหลังจะได้ฝึกการหมุนเข้าด้านในไปพร้อมๆ กับที่ขาข้างหน้าได้รับการยืด
ความแข็งแรงก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะความยืดหยุ่นที่คุณไม่สามารถควบคุมได้จะไม่คงอยู่ยาวนาน ลองจับคู่การยืดเหยียดเข้ากับการออกกำลังกาย เช่น ท่ายกขาข้างลำตัว (Side-lying leg raises) และการฝึกทรงตัวขาเดียว โปรแกรม Hip Stability Builder จะสลับการยืดสะโพกเข้ากับการกระตุ้นกล้ามเนื้อรูปแบบนี้ และหากต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของสะโพกทั้งหมด สามารถดูได้ที่ คู่มือความยืดหยุ่นของสะโพก
ใครบ้างที่ควรระมัดระวัง
การยืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพกปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากคุณมีภาวะเหล่านี้:
- ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม: การพับสะโพกลึกๆ ร่วมกับการไขว้ขาหรือหมุนขาอาจมีข้อจำกัดหลังการผ่าตัด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ผ่าตัดก่อนเริ่มฝึกท่า Figure Four หรือ Pigeon
- มีอาการเจ็บเข่า: ท่า Pigeon และ Double Pigeon อาจเพิ่มแรงเค้นที่ข้อเข่าได้หากข้อสะโพกตึงมากๆ แนะนำให้ใช้ท่า Figure Four แบบนอนหงายแทน และกระดกปลายเท้าไว้เสมอ
- รู้สึกขัดหรือหนีบที่ด้านหน้าของข้อสะโพก: อาการขัดบริเวณขาหนีบเวลาพับสะโพกลึกๆ อาจบ่งบอกถึงปัญหาภายในตัวข้อต่อ ให้ลดระดับความลึกลง และควรไปพบแพทย์หากอาการยังไม่ดีขึ้น
- หญิงตั้งครรภ์: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ข้อต่อหลวมขึ้น ควรยืดในระดับที่นุ่มนวลและเลือกใช้ท่าที่มีการรองรับร่างกายที่ดี
ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดหากคุณมีอาการปวดร้าวลงขา มีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มที่ขาหรือเท้า อาการปวดแก้มก้นไม่ดีขึ้นเลยหลังยืดอย่างสม่ำเสมอหลายสัปดาห์ หรือมีอาการปวดหลังจากหกล้มหรือถูกกระแทก อาการปวดที่ร้าวลงขาอาจเกิดจากเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic nerve) ถูกกดทับ ซึ่ง คู่มือกลุ่มอาการกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสกดทับเส้นประสาท ของเรามีอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด
คำถามที่พบบ่อย
ท่ายืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอกเน้นกล้ามเนื้อมัดไหนบ้าง?
เน้นที่กลุ่มกล้ามเนื้อหมุนสะโพกออกด้านนอกชั้นลึกทั้ง 6 มัด ได้แก่ Piriformis, Superior gemellus, Inferior gemellus, Obturator internus, Obturator externus และ Quadratus femoris นอกจากนี้ท่ายืดส่วนใหญ่ยังช่วยยืดกล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่อย่าง Gluteus maximus และด้านหลังของ Gluteus medius ด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมท่า Figure Four และท่า Pigeon มักถูกเรียกว่าท่ายืดก้นหรือท่ายืดพิริฟอร์มิสด้วยเช่นกัน
ท่า Figure Four กับท่า Pigeon ท่าไหนดีกว่ากัน?
ทั้งสองท่าช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณเดียวกัน ท่า Figure Four จะควบคุมแรงยืดได้ง่ายกว่าและนุ่มนวลต่อข้อเข่ามากกว่า จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและคนที่มีอาการเจ็บเข่า ส่วนท่า Pigeon จะใช้น้ำหนักตัวเข้าช่วย ทำให้ได้แรงยืดที่ลึกและเข้มข้นกว่าเมื่อสะโพกของคุณเปิดได้มากพอ หลายคนจึงนิยมทำท่า Figure Four ในวันที่เร่งรีบ และเลือกทำท่า Pigeon ในวันที่พอมีเวลาฝึก
ทำไมสะโพกข้างหนึ่งถึงตึงกว่าอีกข้าง?
ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างร่างกายสองฝั่งถือเป็นเรื่องปกติ มักเกิดจากพฤติกรรมความเคยชิน เช่น การนั่งไขว่ห้างข้างเดิมเป็นประจำ การยืนทิ้งน้ำหนักลงขาข้างเดียว หรือการเล่นกีฬาที่มีการเอี้ยวตัวไปทางใดทางหนึ่งมากกว่า ให้ใช้เวลาอยู่กับข้างที่ตึงกว่าเพิ่มขึ้นอีกสักนิด แต่ยังคงต้องยืดทั้งสองข้างควบคู่กันไป หากพบว่าสองข้างต่างกันมากจนมีอาการเจ็บ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจประเมิน
เราสามารถยืดกล้ามเนื้อหมุนสะโพกทุกวันได้ไหม?
ได้เลย การยืดเหยียดทุกวันด้วยความตึงระดับปานกลางมีความปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ และยังช่วยรักษาช่วงการเคลื่อนไหวให้อยู่ได้ยาวนาน ควรรักษาความรู้สึกตึงให้อยู่ในระดับที่สบายและหลีกเลี่ยงความรู้สึกเจ็บแปลบ หากวันรุ่งขึ้นรู้สึกระบมที่สะโพก ให้ลดระยะเวลาหรือความเข้มข้นลง แล้วพักสักวันก่อนจะค่อยๆ เพิ่มระดับใหม่อีกครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- กล้ามเนื้อหมุนสะโพกซ่อนอยู่ลึกใต้กล้ามเนื้อก้น: ท่า Figure Four และ Pigeon เข้าถึงกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ได้ตรงจุดกว่าท่ายืดสะโพกทั่วๆ ไป
- ใช้ท่าทางที่หลากหลาย: กล้ามเนื้อหมุนสะโพกแต่ละมัดจะยืดตัวได้ดีที่สุดในมุมและท่าทางที่ต่างกัน
- เริ่มต้นด้วยท่า Figure Four: แล้วค่อยขยับไปฝึกท่า Pigeon และ Double Pigeon เมื่อร่างกายเริ่มคุ้นเคย
- ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาทีและทำบ่อยๆ: การฝึกสั้นๆ ทุกวันให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการยืดนานๆ นานทีปีหน
- สร้างสมดุลให้รอบด้าน: ฝึกการหมุนสะโพกเข้าด้านในและเสริมสร้างความแข็งแรงของสะโพกควบคู่ไปกับการยืดเหยียดเสมอ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ท่าพิราบ (Pigeon Pose): คู่มือฉบับสมบูรณ์
- กลุ่มอาการ Piriformis: ท่ายืด การออกกำลังกาย และคู่มือการฟื้นฟู
- รวมสุดยอดท่ายืดกล้ามเนื้อก้น
- คู่มือเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อสะโพกฉบับสมบูรณ์
เอกสารอ้างอิง
McGovern RP, Kivlan BR, Martin RL. (2017). Length change of the short external rotators of the hip in common stretch positions: a cadaveric study. International Journal of Sports Physical Therapy, 12(7), 1068-1077. PubMed ↩︎
Behm DG, Blazevich AJ, Kay AD, McHugh M. (2016). Acute effects of muscle stretching on physical performance, range of motion, and injury incidence in healthy active individuals: a systematic review. Applied Physiology, Nutrition, and Metabolism, 41(1), 1-11. PubMed ↩︎
Avman MA, Osmotherly PG, Snodgrass S, Rivett DA. (2019). Is there an association between hip range of motion and nonspecific low back pain? A systematic review. Musculoskeletal Science & Practice, 42, 38-51. PubMed ↩︎